เจ็บจนจุก “ออย ธนา” รับเลิก “เธอ รวรีย์” เกือบครึ่งปี ตัดใจเลิกเวิ่นเว้อ โฟกัสแค่ดูแลลูกให้ดี

คลุมเครือกันมาพักใหญ่ สำหรับสถานะครอบครัวของนักร้อง นักแสดงสุดติสท์ “ออย ธนา” กับภรรยาสาว “เธอ รวรีย์” หลังฝ่ายชายโพสต์เศร้าตัดพ้อผ่านไอจี จนมีข่าวเมาท์มาว่าทั้งคู่เลิกราและแยกทางกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุด “ออย” เปิดใจถึงเรื่องนี้แบบหมดเปลือกผ่านรายการแฉ ยอมรับว่าโสดมาเกือบครึ่งปี เจ็บจนจุกถึงขั้นซึมเศร้า เก็บตัวเงียบคนเดียวเพราะไม่รู้จะพูดอะไร หลอกตัวเองว่าดีขึ้นทั้งที่ข้างในเจ็บช้ำหนัก โชคดีได้คนกลางช่วงไกลเกลี่ยจบแบบโหดแต่เคลียร์กับทุกฝ่าย โฟกัสที่ช่วยกันดูแลลูกสาวให้ดี ไม่สนอดีตที่ผ่านมา


โดย “ออย” ยอมรับว่าตอนนี้โสดแล้ว ต่างคนต่างมีหน้าที่ของการดูลูก หน้าที่ของการเป็นเป็นพ่อเป็นแม่ช่วยกันดูลูกมาเกือบครึ่งปีแล้ว ช่วงแรกยอมรับว่าไม่ไหว ไม่รู้จะพูดอะไร กลัวพูดไปแล้วจุก ถามว่าจุกขนาดไหน คือพอเราตั้งเป้าหมายสุดท้าย มนุษย์พ่ออย่างเรา ครอบครัวเราอยากสร้างให้มันที่ดีที่สุด แล้ววันหนึ่งมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันหายไป มันไม่รู้จะทำอะไรเลย ถ้าอยู่ว่าง ๆ ก็คือแบลงค์ไปหมด แต่ถ้ามีงานยังพอได้เพราะมันมีอะไรให้คิด แต่เมื่อไหร่ที่อยู่คนเดียวมันก็จะคิดวนไปวนมาว่าเพราะอะไร ทำไม หลายอย่างเลย คิดไปเรื่อย ๆ ในช่วงแรก ๆ ส่วนที่เห็นว่าโพสต์ไอจีเศร้า ๆ ก็คงจะเป็นความฟุ้งซ่านของตัวเราเอง ไม่รู้จะทำอะไร หาทางออกทางโน้นทางนี้ให้ระบาย ทั้งที่บางทีก็ไม่ควร แต่คือการหาเพื่อนคุย โพสต์ เขียนระบาย หรือกำลังใจจากคนอื่น ๆ ก็ช่วยได้เยอะ ตอนนี้เราทั้งคู่ก็ช่วยกันดูแลลูก ทำหน้าที่พ่อและแม่ให้ดีที่สุด มันอาจจะไม่สมบูรณ์มาก แต่เรายังเป็นพ่อเป็นแม่ 100 % เราช่วยกันทำส่วนตรงนี้ให้มันดีที่สุด ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้ขาดอะไร โฟกัสไปที่ลูก ส่วนการที่โพสต์แปลก ๆ ในช่วงแรก ทำให้คนตีความกันไปไกล บางสิ่งก็ไปกระทบให้คนอื่นเสียหาย ซึ่งตอนหลังผมก็ได้โพสต์ขอโทษไป เพราะผมเวิ่นเว้อไปเอง พยายามจะบอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น เกิดปัญหาอะไรขึ้น ก็เหมือนทุกคู่ที่มีปัญหากันบ้าง แต่มันเดินมาถึงจุดหนึ่งที่เราคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว จะทำยังไงกันดี เรื่องอะไรก็แล้วแต่ช่างมัน เอาเป็นว่าจะเดินหน้าต่อไปยังไงให้ดีที่สุด ช่วงที่เกิดเรื่องเป็นช่วงรอยต่อของละครเรื่องที่หนึ่งถ่ายใกล้จะจบแล้ว และเป็นช่วงโควิดระบาดไม่ควรออกไปไหน หลายอย่างมันรวบกันในช่วง 3 เดือนแรก ทำให้เราเก็บตัวเงียบเพราะไม่ได้อยากจะเจอใคร ตอนนั้นก็เก็บตัวอยู่บ้าน คือถ้าไม่มีโควิดอาจจะไปเจอเพื่อนสนิท ไปนั่งคุยกัน แต่พอมีโควิดต่างคนต่างต้องเก็บตัว”

“พอได้อยู่กับตัวเองในเวลาที่ต้องการใครสักคนเป็นกำลังใจ ก็มีทั้งข้อดีและข้อไม่ดี ข้อดีคือเราได้มีเวลาคิดและทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้นและควรจะทำอะไร แต่ข้อไม่ดีคือมันจะคิดวนเวียนแบบนั้นไปเรื่อย ๆ ทำให้เราอยู่ที่เดิม ตอนจบของพระเอกในละครกับพระเอกในชีวิตจริงไม่ได้จบแฮปปี้เอ็นดิ้งเสมอไป เพราะทุกคนมีทางเดินชีวิตที่ต่างกัน มีมุมมอง มีบทสรุปความคิดของแต่ละคนที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นโจทย์มันมีมากมาย สามารถเกิดอะไรขึ้นได้กับชีวิตทุกคน ละครมีคนเขียนให้เป็นในแบบที่ควรจะเป็น แต่ชีวิตจริงเราเป็นคนเขียนมันเอง บางคนที่ไม่ได้ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น ผมเชื่อว่าจุดที่ผมยืนอยู่ก็ไม่เหมือนจุดที่เขายืน ฉะนั้นมันมองไม่เหมือนกัน กว่าจะผ่านมาได้ กว่าจะตั้งหลักได้ มันวนเวียนอยู่ในความคิดของตัวเองอยู่ประมาณหลายเดือนจนรู้สึกว่าเราออกไปทำงานไม่ได้ ออกไปเล่นละคร ออกไปใช้ชีวิตไม่ได้ เลยตัดสินใจบอกเพื่อนว่าไม่ไหวแล้ว จะต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ชีวิตมันเดินต่อไป ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าตัวเองควรทำอะไร ตอนนั้นผมหลอกตัวเอง สะกดจิตตัวเองว่าพอแล้ว ไม่เสียใจแล้ว พอแค่นี้ คิดดีกว่าว่าต่อจากนี้เราจะทำอะไร ซึ่งก็ทำได้แบบหลอก ๆ จนถึงตอนนี้ก็ยอมรับว่าได้แบบหลอก ๆ แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ณ ตอนนี้ออกมาเจอผู้คนข้างนอกได้ แต่ในใจมันก็ยังช้ำอยู่ พยายามใช้ชีวิตให้เหมือนว่ามันไม่มีอะไร มันยากที่จะพูดอะไรเวลาที่เรารู้สึกอึดอัด ช่วงนั้นไปหาซื้อนก ซื้ออะไรมาเลี้ยง ให้มันมีอะไรทำ จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่าน ก็ดีขึ้นบ้าง ช่วงแรกที่เราตกลงกันไม่ได้ผมก็ไม่ได้เจอลูกเลย รู้สึกว่าต้องมีคนกลางมาคุยกัน หาคนมาไกล่เกลี่ยให้เรา เป็นคนสำคัญพอที่จะทำให้เรายอมรับ มีคนมาคุยให้ ตกลง มีบทสรุปที่มีผลทางข้อกฏหมายมาให้เราปฏิบัติ จบกันแบบเคลียร์ โอเคเราไม่สนแล้วว่าคุณจะมีปัญหาอะไรกัน ทะเลาะเรื่องอะไรกัน ไม่คุยเรื่องอดีต คุยว่าต่อจากนี้ต้องทำอะไร คุยแค่ปัจจุบันกับอนาคต โฟกัสที่ลูก”

“ถามว่าเข็ดกับความรัก ปิดประตูหัวใจไม่ให้ใครเข้ามาหรืออยากจะมีใครมาดูแลหัวใจไหม เอาจริง ๆ ณ ตอนนี้ยังไม่รู้ ตอนนี้เหมือนทำไปทีละอย่าง เราเพิ่งจะพ้นจากความมึนงง ความอึดอัด จากที่มันว่างเปล่าไม่รู้จะทำอะไร ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราต้องดูแลลูก จุดนั้นผมเศร้าจนผมรู้สึกได้ถึงภาวะซึมเศร้า เข้าใจเลยว่าเวลาที่เราดาวน์มาก ๆ มันคิดอะไรร้าย ๆ ได้มากมาย ความคิดเหล่านั้นมันเคยอยู่ในหัว เชื่อว่าคนที่เคยผิดหวังแรง เหมือนตกลงมาจากตึกกระแทกแรง ๆ มันเจ็บนะแต่ไม่รู้สึก มันมึน มันชาไปหมด แต่ตอนนี้ก็โอเคขึ้นแล้ว เพราะได้มีส่วนช่วยกันดูแลลูกสาว เพราะผมติดลูกสาวมากครับ..-ไนน์เอ็นเตอร์เทน

เข้าชม 4,520 ครั้ง


ดูข่าวเพิ่มเติม