“หลวงพี่อุเทน” โวย ถูก ตชด. สะกดรอยตาม “ปอ-โรเบิร์ต” ขอความเป็นส่วนตัว สัญญาบวชเสร็จจะพูดความจริง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 มี.ค.2565 “ปอ ตนุภัทร” และ “โรเบิร์ต ไพบูลย์” ผู้ต้องหาในคดี “แตงโม ภัทรธิดา” ซึ่งตัดสินใจปลงผมบวชพราหมณ์ ณ ธรรมสถานวิโมกสิวาลัย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่ออุทิศกุศลให้ “แตงโม” พร้อมด้วย “เจ้าพระญาณวิกรม” หรือ พระอุเทน สิริสาโร เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ จ.สมุทรสาคร ตั้งโต๊ะแถลงหลังโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า #พรุ่งนี้ฟังข้าพเจ้าพระญาณวิกรม(อุเทน สิริสาโร)จะแถลงข่าวเรื่องสำคัญมาก เรื่องโยคีปอ โยคีโรเบิร์ต!!จะให้เขาพูดแล้ว!!” ทั้งนี้ “พระอุเทน” ได้ชูป้ายข้อความร้องขอความช่วยเหลือไปยัง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ณัฐ สิงห์อุดม ผบช.ตชด. โดยเปิดเผยว่าเมื่อคืนหลังจากนำทีมออกไปเดินธุดงค์ เมื่อเดินธุดงค์เสร็จแล้วก็ตัดสินใจเดินทางกลับวัด และเมื่อมาถึงวัดพบว่ามีรถต้องสงสัยมาซุ่มดูอยู่ในวัด ตอนแรกคิดว่าเป็นนักข่าว ก่อนที่หลวงพี่อุเทนและคณะตัดสินใจจะเดินทางไปที่กาญจนบุรี ปรากฏว่าเจอรถยนต์โตโยต้า รีโว่ และ โตโยต้าคัมรี่ มาตามประกบและบังคับให้จอด พอสอบถามกลุ่มคนที่ติดตามระบุว่าตนเองเป็นตำรวจ ตชด. มาดูตามคำสั่งนาย


โดย “พระอุเทน” กล่าวว่า วัดตั้งอยู่ตรงนี้มา 10 ปี ไม่เคยมาตอบสอบ แต่เมื่อวานมีตำรวจมาขับรถตาม สะกดรอยตาม พอถามตำรวจบอกว่านายสั่งให้มาดู วันนี้จึงออกมาแถลงและฝากไปถึงผู้เกี่ยวข้องทราบเรื่องว่าลูกน้องในพื้นที่ทำแบบนี้กับวัด กับพระสงฆ์และพราหมณ์ เมื่อวานเราเดินขึ้นไปข้างบน แต่เจ้าหน้าที่ให้เดินกลับไม่ให้พัก ทั้งที่ทำเรื่องขออนุญาตแล้ว เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่ามีปัญหาด้านชายแดน ปัญหาโควิด เป็นอันตราย พอเกิดเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่กำหนดการเดินทางไป จ. กาญจนบุรี ยังเหมือนเดิมไม่เลื่อน เพราะทางเราได้แจ้งความเรื่องนี้แล้ว ส่วนโยคีปอและโยคีโรเบิร์ตก็เดินวิปัสสนาจนเท้าแตก บำเพ็ญเพียรแล้วก็ปฏิบัติต่อไป อาตมาไม่เข้าใจเหตุผลเจ้าหน้าที่บอกว่านายสั่งมา ส่สวนที่อาตมาโพสต์เฟซบุ๊กไปว่าจะให้โยคีปอ-โยคีโรเบิร์ต พูดแล้ว หลายคนตีความว่าพูดเรื่องคดี อาตมาชี้แจงตรงนี้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด ให้เขาบำเพ็ญเพียรให้เสร็จก่อนแล้วจะให้เขาไปพูด บวชอยู่ให้ปิดวาจาก่อน บวชเสร็จให้ไปพูดความจริงกับตำรวจ ซึ่งโยมทั้ง 2 ก็รับปากแล้วว่าเขาจะพูดแต่ความจริง ยืนยันว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่การเบี่ยงประเด็น ส่วนโทรศัพท์มือถือคืนให้ตอนเดินขึ้นเขา เพราะมันมืด มีสัตว์มีพิษ มันอันตราย อาตมามองว่าจะผิดหรือจะถูกทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน วันนี้เขาทุกข์มาเราก็ให้ที่ยืน ถึงเวลากฏหมายจัดการก็จัดการไป แล้วแต่เขาไม่เกี่ยวอะไรกับอาตมา ผิดถูกไปว่ากันในศาล ตอนนี้เขาบวชอยู่ กำลังปฏิบัติธรรม ถือศีลอยู่ ปิดวาจาอยู่ เว้นจากสิ่งมืดดำทั้งหลาย ขอเวลาให้เขาขัดเกลาจิตใจ ส่วนเรื่องชุด ตรงจุดที่เขาปฏิบัติกำลังก่อสร้าง เปราะเปื้อนง่าย เขาได้อาบน้ำแค่รอบเดียวและชุดก็มีแค่ 2 ชุดคือสีน้ำตาลกับสีขาวสลับกันใส่เพื่อไม่ให้เป็นภาระ จึงให้ ขอให้เขาได้ปฏิบัติเงียบ ๆ 9 วัน หลังจากนั้นค่อยว่ากันต่อทางกฏหมาย

ขณะที่ “ปอ ตนุภัทร” เผยว่า “หลังจากเดินทางไป จ.กาญจนบุรี ถูกรถติดตาม คันแรกคัมรี่ ถึงสามแยก พอเราจอดรถที่ภูผาผึ้ง เขาก็ขับรถก็เลยเราไป ไปจอดหัวมุม มีผู้ชายใส่ชุดดำเดินทางมาพร้อมถือกล้อง ตอนแรกคิดว่าเป็นนักข่าว แต่ตี 2 กว่าแล้วคิดว่าไม่น่าใช่ เริ่มรู้สึกไม่ดี เลยเบี่ยงออกขวาตรวงเข้าเมืองก่อนถึงสถานีตำรวจ ตรงนั้นมีรถโตโยต้าวีโว่จอดขวางปิดกลางถนน ก็ตกใจ ทำไมต้องปิดถนน รู้สึกไม่ปลอดภัยจึงกลับรถ จากนั้นมีมอเตอร์ไซค์มาประกบคู่สั่งให้จอด แต่เขาไมได้ใส่ชุดตำรวจหรืออะไรที่จะสามารถบอกให้เราจอดได้ เลยตัดสินใจโทรปรึกษาพระอาจารย์ พระอาจารย์บอกว่าเขาอาจจะคิดว่าลูกหนี อาตมาคิดว่าไม่มีอะไรลูก ระหว่างเดินทางรู้สึกไม่ปลอดภัยสุด ๆ แล้ว จึงมุ่งจากจุดนั้นตรงกับมาที่วัด ตลอดการเดินทางมีรถโตโยต้าวีโว่คันนี้ขับตามเป็นระยะ ๆ โดยไม่ปล่อย พอรถคณะของผมจอดถึงหน้าวัด เจอวีโว่เจอปิดเราไว้ รวมถึงมีกระบะอีกคันและคัมรี่จอดอยู่ข้างหน้า เราลงจากรถแล้วถามว่าตามเราทำไม เขาบอกว่ารถคุณต้องสงสัย เราเลยถามเขากลับว่าเป็นตำรวจเหรอ เขาตอบกลับมาว่าเป็นตำรวจ เลยถามเขากลับไปว่าเป็นตำรวจหน่วยไหน สังกัดงานอะไร ตามเราเรื่องอะไร มีหมายไหม ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งวิ่งถอยกลับขึ้นรถแล้วขับหนีไปเลยเป็นวีโว่กับคัมรี่ขับหนีไปด้วยกัน ส่วนคนที่แสดงตนว่าเป็นตำรวจยืนอยู่หน้าวัด 3 นาย เลยงงว่าตำรวจทำไมต้องหนีประชาชน จากที่มาติดตามเราทำอะไรผิด กลับกลายเป็นตำรวจทำอะไรผิด พอถามว่าเขาเป็นใคร เขาก็ไม่บอก แต่พกปืนข้างเอวเวลานั้นตี 2 กว่าพูดตรง ๆ ตกใจและงงมาก เขาไม่ยอมแสดงตัวว่าเป็นใคร ใช้ระยะเวลาสักพัก ขอคุยดี ๆ บอกว่าพวกเราเป็นผู้ทรงศีล หลังจากนั้นคนและพระที่วัดเริ่มออกมากัน เลยพอเขาเข้ามาคุย พระอาจารย์ทราบเรื่องก็มาคุย ก็แจ้ง 191 ตำรวจท้องที่ จากนั้นตำรวจเข้ามาที่วัด ส่วนภาพถ่ายตอนนั่งสมาธิ เราเป็นผู้ทรงศีล เราไม่มีเหตุผลที่จะต้องถ่ายภาพให้นักข่าว และนักข่าวก็ไม่ได้ร้องขอ แต่วันนั้นเหตุผลเดียวที่เราถ่ายเพราะทางวัดรู้สึกไม่คล่องตัว นักข่าวก็คงรู้สึกเหนื่อย ที่จะต้องมารอกันอยู่เต็มวัด สุดท้ายก็ไม่ได้ภาพ ส่วนผมเองรวมถึงผู้ปฏิบัติทุกคนก็รู้สึกอึดอัดไม่มีความเป็นส่วนตัว เลยติดต่อทีมงาน 1 คนเป็นส่วนกลางให้ เพื่อให้นักข่าวไม่ต้องมาติดตาม แต่จะมีทีมงานจากทางวัดส่งรูปให้ จึงมีภาพกลดที่เรานอนออกไป ยืนยันว่าไม่ได้มีการเซ็ตภาพ

เข้าใจว่าหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเราบวชจริงไหม บวชเสร็จแล้วปฏิบัติจริงหรือเปล่า แต่ผมมั่นว่าการบวชครั้งนี้ผมและพี่โรเบิร์ตตั้งใจอยู่บนความลำบากเพื่ออุทิศให้กับแตงโม อยากให้เห็นใจชีวิตส่วนตัวที่ต้องการปฏิบัติ ภาพจะให้ทีมงานส่งให้ ส่วนเรื่องที่จะหนี ขอให้คำมั่นสัญญาว่าไม่มีแน่นอน 9 วันที่เหลือขอศึกษาพระธรรมจากพระอาจารย์ เมื่อไหร่ที่ทางตำรวจแถลงปิดคดี ผมและคนบนเรือต้องออกมาชี้แจงอีกมุม อยากให้ฟังทางผมด้วย ตั้งแต่เกิดเหตุมาเราเคยให้ข้อมูลกับรายการหนึ่งว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในหลายมิติคำถาม ที่เราไม่เคยตอบ หลักฐานต่าง ๆ ทำให้คนหนึ่งคน แค่เดินทางไปทานอาหารกับเพื่อน เป็นจำเลยสังคม ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.2565 ถึงปัจจุบัน เรียนตรง ๆ ทุกข์มาก ผมมีครอบครัว ธุรกิจ ชื่อเสียงครอบครัว ผมเสียหาย ไม่เคยมีคนถามผมเลยเรื่องจริงเกิดอะไรขึ้นคืออะไร เพราะเราไม่มีสิทธิ์ได้พูด และยังอยู่กับเจ้าหน้าที่ วอน เราตั้งใจมาปฏิบัติ ขอเวลาให้เราปฏิบัติ ข้อมูลตามหลักฐานตามนิติเวช นิติวิทยาศาสตร์ ถ้าหลักฐานชี้ชัดจะมาอธิบายเองทั้งหมด ขอให้คำมั่นสัญญาตรงนี้

ด้าน “โรเบิร์ต ไพบูลย์” กล่าวสั้น ๆ ว่า .เดินธุดงค์เมื่อวาน ช่วงนั้นมีนักข่าวตอนเริ่มขึ้นเขากระโจม ค่อนข้างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ดีใจที่สามารถเดินขึ้นไปบนเขาได้ แต่เสียใจที่ปักกลดไม่ได้จึงต้องเดินลงมาด้วยเท้าของตัวเอง ถือว่าได้มาฝึกความอดทน ขอไม่ฝากอะไรถึงตำรวจโดยตรง ฝากถึงกระบวนการยุติธรรม ในส่วนของการสืบค้นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด อยากให้ปฏิบัติต่อผมและปอหรือ 5 คนที่อยู่บนเรือให้เหมาะสมตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น อย่างให้มันมากหรือเกินกว่าที่ควรกระทำ เชื่อว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง ส่วนเรื่องพกมือถือ พกขึ้นไปเพราะไม่มีไฟฉาย แต่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ครับ”.-ไนน์เอ็นเตอร์เทน


เข้าชม 89 ครั้ง
ดูข่าวเพิ่มเติม