“ไอซ์ พาริส” จากเด็กผู้ชายแสนซนสู่การเป็นหัวหน้าครอบครัว

เป็นหนุ่มฮอตที่มักจะมีรอยยิ้ม และสร้างความสดใสให้แฟน ๆ มาเสมอ สำหรับนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ “ไอซ์ พาริส อินทรโกมาลย์สุต” ที่จะมาเล่าถึงความแสบ ซน ซ่าในวัยเด็กที่มีวีรกรรมไม่ธรรมดา ถึงขนาดที่เคยทำไฟดับทั้งหมู่บ้านมาแล้ว

จากเด็กธรรมดาที่ใช้ชีวิตสนุก ๆ ซนไปวัน ๆ ไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิต ต้องขยับมาเป็นผู้นำในครอบครัว หลังสูญเสียคุณพ่อ จากนั้นจนวันนี้ผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไป จากคนที่เคยเป็นผู้รับ กลายเป็นผู้ให้ โดยไอซ์ได้เปิดใจกับ “Exclusive Talk ไนน์เอ็นเตอร์เทน”

โดยเผยถึงวีรกรรมในวัยเด็กว่า ไม่ได้เป็นเด็กแสบแค่เป็นเด็กซน ที่ขี้สงสัย และเป็นคนช่างจินตนาการ ก่อนจะเล่าเหตุการณ์หนึ่งว่า หมู่บ้านที่เขาอยู่เป็นหมู่บ้านปิด และในหมู่บ้านมีสนามเด็กเล่น ซึ่งเขากับเพื่อนชอบไปเล่นกันบ่อย ๆ โดยข้าง ๆ สนามเด็กเล่นจะมีห้องไฟฟ้าของหมู่บ้าน
“มีวันหนึ่งผมอยากเล่นเป็นสายลับ อย่าง เจมส์ บอนด์ แล้วเข้าไปในนั้นเหมือนเข้าไปทำภารกิจขโมยข้อมูลลับสุดยอด ระเบิดนิวเคลียร์บ้าบออะไรประมาณนี้ เข้าไปก็เข้าไปกด ๆ ๆ แล้วเพื่อนผมไปกดโดนอะไรก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ไฟในห้องนั้นมันดับ ด้วยความเป็นเด็กเราก็กรี๊ด แล้วก็วิ่งกันออกมา ซึ่งพอวิ่งออกมาข้างนอกเลยได้รู้ว่าไฟข้างนอกก็ดับหมด ไฟถนน ไฟในบ้าน ดับหมดเลย เพิ่งรู้ว่าทำไฟดับทั้งหมู่บ้าน เลยรีบวิ่งกลับบ้าน แล้วแยกย้าย แล้วก็กรี๊ด แล้วก็กลัวมากว่ายามจะมาจับ กลัวว่าจะเข้าคุกไหม (หัวเราะ) กลัวจริง ๆ กลัวจนจะร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้มีอะไร แปบหนึ่งไฟก็กลับมา”



ไอซ์ยังเล่าถึงความแสบของตัวเองเพิ่มอีกว่า ตอนเด็ก ๆ เขากับพี่สาวอยู่กันคนละโรงเรียน แล้วพ่อและแม่จะต้องไปส่งพี่สาวที่โรงเรียนก่อนเขา ในบางครั้งพี่สาวแต่งตัวช้า เพราะความเป็นผู้หญิง ทำให้เขาไปโรงเรียนสาย ทำให้ทุกครั้งที่ไปถึงโรงเรียนสาย และมีคุณครูดักรอเด็กที่มาสาย เพื่อลงโทษ เขาเลยคิดแผนว่า เขาจะยังไม่เข้าโรงเรียน จนกว่าคุณครูจะเดินกลับเข้าไป แล้วเขาถึงจะเข้าโรงเรียน เพื่อจะได้ไม่ถูกทำโทษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดี
“แต่ผมก็มีความฉลาดในทางที่ดีนะ เพราะผมเคยสอบวิชาฟิสิกส์ได้ท๊อป คือคะแนนเต็ม 10 ผมได้ 9.5 เพื่อนที่ตอนนี้เป็นหมอ ยังตกใจเลย คือตอนนั้นพราวมาก แต่ก็แค่ครั้งเดียวนะ (หัวเราะ)”

แต่ชีวิตของเด็กผู้ชายแสบ ซน ที่สนุกสนานไปวัน ๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปในวัย 17 ปี เมื่อคุณพ่อของไอซ์มาจากไป ทำให้เขาซึ่งเป็นลูกชายคนเดียว และเป็นผู้ชายคนเดียวของบ้าน ต้องลุกมามองหาเป้าหมายในชีวิต เพื่อดูแลและพี่สาว
“ก่อนหน้านี้เราเป็แค่เด็กคนหนึ่งที่อยากจะเล่นซนไปวัน ๆ พอโตขึ้นก็อยากแค่จะนั่งเล่นเกมส์อยากชิล ๆ ไม่อยากทำอะไรมาก ไม่ได้มีอะไรที่อยากทำในชีวิต ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรในชีวิตขนาดนั้น จนคุณพ่อเสียเลยรู้สึกว่าทำไมชีวิตมันสั้นจัง ตอนนั้นผมอยู่ม.5 อายุประมาณ 17 ปี เรารู้จักพ่อมา 17 ปีเอง แป๊บเดียวเอง สั้นมาก พ่อไปแล้ว ไม่เจอกันอีกแล้ว เราเลยรู้สึกว่าน่ากลัว


เราเป็นคนกลัวความตายแต่แรกอยู่แล้ว เราไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหน หรือตายแล้วเกิดอะไรขึ้น และมาคิดอีกทีว่า หรือว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการที่เราไม่ได้ใช้ชีวิต ในตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราต้องทำอะไรที่เราอยากทำจริง ๆ รู้สึกว่ามีแรงผลักดัน อยากทำจริง ๆ แล้วพอคุณพ่อเสียก็เห็นคุณแม่ทำงาน ซึ่งมันขัดกับสายตาเรา เพราะคุณแม่เลิกทำงานตอนมีผม ทำให้ผมไม่เคยเห็นคุณแม่ทำงานมาก่อนในชีวิต ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันดูผิด แล้วเขาก็ดูไม่แฮปปี้ด้วย ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่ได้แล้ว เดี๋ยวผมจะทำงานเอง แต่ถ้าเกิดจะทำต้องทำอะไรที่เราชอบ เพราะเราก็กลัวการที่ไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนกัน เราชอบฟังเพลง ชอบดูหนัง ผมเลยทำ 2 อย่างนี้มาเรื่อย ๆ “

จากเด็กผู้ชายธรรมดา ก้าวเข้ามาเป็นหัวหน้าครอบครัว ความกดดันในคำ ๆ นี้ ทำให้ไอซ์ไม่ชอบในตอนแรก
“ผมไม่ชอบคำนั้นเลยนะ ทำไมต้องมากดดันเด็กคนหนึ่งขนาดนั้นด้วย ต้องกลายเป็นผู้นำของบ้านเลยเหรอ ก็อยากช่วยได้ประมาณหนึ่งเท่าที่เราทำได้ แต่พอตอนหลังก็รู้สึกว่า โอเค รู้สึกดี รู้สึกภูมิใจเหมือนกันที่จริง ๆ แล้วเราก็ทำได้
รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำให้แม่มากกว่า ผมรู้สึกมีความสุขในการทำให้คนอื่นมากกว่าทำให้ตัวเอง การได้เห็นความสุขดีกว่ารู้สึกเอง” .-ไนน์เอ็นเตอร์เทน

เข้าชม 71 ครั้ง
ดูข่าวเพิ่มเติม